เป็นปัญหามายาวนานสำหรับเรื่อง ราคายางพาราตกต่ำ ย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปัจจุบัน (กลางเดือนสิงหาคม) ราคายางพาราอ้างอิงข้อมูลสำนักงานกองทุนสวนยาง ราคารับซื้อระดับท้องถิ่น ยางพาราดิบราคา กก.ละ 50.30-51.30 บาท น้ำยางสด ณ โรงงาน กก.ละ 50-51 บาท ราคาประมูล ณ ตลาดยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยางพารารมควันชั้น 3 ราคา กก.ละ 54.00-56.19 บาท ปัญหายางพาราตกต่ำเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย บางทีก็เกิดยกขึ้นมาว่าเป็นพืชทางการเมืองมีการปั่นราคาเพื่อตัดกระแสความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในสมัยนั้นๆ บางทีก็อ้างอิงตลาดโลกว่าความต้องการลดลงหรือไม่ก็ผลผลิตล้นตลาด ก็สามารถทำให้ราคายางพาราตกต่ำได้ แต่ในปัจจุบันความต้องการยางพาราในตลาดโลกมีมากขึ้น แต่ทำไมราคายางพาราในประเทศไทยยังตกต่ำ กล่าวกันว่า พ่อค้า นายทุนทั้งหลายที่ซื้อขายยางพาราเพื่อส่งออกกำลังเล่นละครตบตารัฐบาล “คสช” และเกษตรกรด้วยการอ้างอิง ยางสต็อกของรัฐบาลเดิมที่มีนโยบายแทรกแซงราคายางพาราจนเกิดปัญหาตามมามากมาย สุดท้ายชาวสวนยางเหลืออด รวมตัวกันยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. เพื่อหาแนวทารงแก้ปัญหายางพาราตกต่ำ โดยมีเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย รวมตัวกัน 6 องค์กรด้านการเกษตร ดั่งรายละเอียดดังต่อไปนี้


เรื่อง การแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ


กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ที่เคารพอย่างสูงยิ่งด้วยเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งประกอบด้วย
1.เครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย
2.สมาคมเครือข่ายเกษตรกร สถาบันเกษตรกรยางพาราไทย
3.สมาคมสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย
4.ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด
5.สภาเกษตรแห่งชาติ
6.ชุมนุมสหกรณ์เกษตรอุตสาหกรรมยางแห่งประเทศไทย จำกัด
ทั้ง 6 สถาบันขอแสดงความยินดีต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้รับมติ สนช. เป็นเอกฉันท์ 191 เสียง เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ ได้รับฟังนโยบาย ฯพณฯ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557 แถลงต่อ สนช. ซึ่งจะสร้างความมั่นคงให้เกษตรกร โดยการทำให้ยางพารามีราคาเหมาะสม และยังเป็นซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรได้ขายยางพาราต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มีมติยื่นหนังสือเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
โดยขอความกรุณาจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในประเด็นดังต่อไปนี้
1.ระยะเร่งด่วน
1.1ผู้นำสถาบันเกษตรกร 4 องค์กร ได้ยื่นต่อศาลปกครองให้ระงับการขายยาง 2.1 แสนตันในสต็อก เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 และศาลปกครองได้รับฟ้องไว้แล้วมีคำสั่งให้ระงับการขายยางชั่วคราวนั้น ไต่สวนครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557 ณ วันนี้ยังไม่มีคำสั่งเพิกถอน
1.2เสนอให้แก้ไขปัญหาสต็อกยาง 2.1 แสนตัน โดยกำหนดวิธีบริหารจัดการตามนโยบายที่จะใช้เองในประเทศ
โดยเร่งด่วน ตามนโยบาย ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงไว้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ว่าจะมีคำสั่งให้ทุกภาคส่วนนำยางมาแปรรูปเพื่อใช้เองในประเทศ เช่น นำยางพารามาผสมยางมะตอยทำถนนลาดยางโดยมอบหมายให้กรมทางหลวงชนบท, ทางหลวงแผ่นดินเป็นผู้ดำเนินการ, ทำสนามเด็กเล่น , ทำสนามฟุตซอลร์, ทำตัวหนอนชะลอความเร็ว ฯลฯ หรือสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกร หรือองค์กรท้องถิ่นนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมการให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มขึ้น และช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่ง จากที่มีข่าวการขายยางในสต็อกออกมา ก็จะทำให้ราคายางลดลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2557 ราคา 55.89 บาท/กก. ลดลงมาเหลือ 51.61 บาท/กก. ในวันที่ 18 สิงหาคม 2557 เพราะฉะนั้น การมีข่าวระบายยางในสต็อกออกมาในปัจจุบันจะทำให้ราคายางตกต่ำลงมาก ซึ่งเป็นการซ้ำเติมและไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรเป้นอย่างยิ่ง ดังนั้นรัฐควรชะลอการขายยางในสต็อกไว้ถึงเดือน กุมภาพันธ์ 2558 เพราะเป็นช่วงปิดกรีดหน้ายาง
1.3รัฐควรมีการตรวจสอบปริมาณยางในสต็อกของโครงการเสถียรภาพราคายางของรัฐบาลทั้งปริมาณและคุณภาพยางในสต็อก
1.4เนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตที่ 65.25 บาท/กก. จึงขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือปัจจัยการผลิต 2,520 บาทต่อไร่ ไม่เกินรายละ 25 ไร่ อีกหนึ่งฤดูการผลิต
2.ระยะกลาง
2.1ให้ภาครัฐปฏิรูปโครงสร้างตลาดกลางยางพาราของประเทศไทย ให้เป็นเอกภาพและเป็นที่ยอมรับ เป้นราคาอ้างอิงของตลาดซื้อขายพาราในอาเซียนและตลาดโลก แทนการอ้างอิงของตลาดซื้อขายล่วงหน้าจากประเทศอื่นๆ
2.2ขอให้รัฐหาแนวทางการแก้ปัญหาราคายาง ให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้
2.3ให้เกษตรกรชาวสวนยางมีส่วนร่วมในการทำผลิตภัณฑ์ยางโดยให้รัฐบาลสนับสนุนด้านเงินทุนและด้านตลาด
2.4ให้ภาครัฐพิจารณาอนุมัติเงินตามมติ กนย. เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557
2.4.1 โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวมยาง 10,000 ล้านบาท
2.4.2โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา 5,000 ล้านบาท
2.5ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน ควรริเริ่มในการจัดประชุมอาเซียนอีก 7 ประเทศ ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ยางพาราร่วมกับของอาเซียน เพื่อเกษตรกรสวนยางในอาเซียนอยู่ดีกินดี
2.6จัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางในอาเซียนซึ่งมีผลผลิตร้อยละ 80 ของผลผลิตยางพาราในโลก โดยมีเป้าหมายหลักคือ
1.ประกาศราคายางของอาเซียนเป็นราคาอ้างอิงในการซื้อขายยางในตลาดโลก
2.รักษาเสถียรภาพราคายางโดยจัดตั้ง กองทุนสามารถเก็บสต็อกยางของอาเซียนให้ได้ 1 ล้านตัน โดยเริ่มเก็บสต็อกเมื่อราคายางต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเกาษรกรและจะขายยางออกเมื่อภาวะราคายางเข้าสู่ปกติ เป็นการรักษาเสถียรภาพราคายางให้เกษตรกรขายไม่ขาดทุน


ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศจึงยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ถึง ฯพณฯ นายกรัฐมรตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รับทราบและแก้ปัญหายางพาราตกต่ำโดยด่วน ชสยท. ขู่หยุดกรีดยางทั่วประเทศ 6 เดือน
ในขณะเดียวกันทางชุมชนสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยจำกัด (ชสยท.) นัดชาวสวนยางทั่วประเทศ หยุดกรีดยาง 6 เดือน หวังสะเทือนไปถึงนายทุนทั้งหลายที่อ้างยางพาราล้นตลาด จะได้ไม่มียางใหม่ จะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วปัญหายางพาราราคาตกต่ำมาจากนายทุนหัวหมอ หรือยางล้นตลาดกันแน่


เพิก เลิศวังพงษ์ ประธานกรรมการ ชสยท. กล่าวในเรื่องนี้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันราคายางพารา ซึ่งเป็นรายได้หลัก ของพวกเราตกต่ำลงทุกวัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด สร้างความหวั่นวิตกแก่พี่น้องชาวสวนยางในการที่จะดำรงชีวิตต่อไปในอนาคตซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่างๆที่สูงขึ้นทุกวันรออยู่ และหากยังอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปคาดว่าคงถึงคราวล่มสลายของอาชีพทำสวนยางพาราของเรารวมถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้น ความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคมโดยรวม ก็จะมีผลกระทบที่คาดว่าจะคาดเดาได้ ทั้งๆ ที่ตั้งแต่ 2534 เป็นต้นมา ประเทศไทยเราได้กลายเป็นผู้ผลิต และส่งออกยางธรรมชาติมากได้อับดับหนึ่ง ของโลกซึ่งมีสัดส่วนการผลิตถึง 1 ใน 3 ของโลก


หมายความว่าประชากรในโลกนี้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับยางพาราเป็นผู้รับผลประโยชน์ขั้นปลายที่มีสัดส่วนราคาไม่เป็นธรรมต่อเราในฐานะผู้ผลิตยางธรรมชาติ คำถามก็คือทำไมในเมื่อยางพารามีความสำคัญต่อประชาคมโลกและมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ด้านการขนส่งคมนาคมรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของโลก สร้างความร่ำรวยให้กับบริษัทที่ทำผลิตภัณฑ์กลางน้ำและปลายน้ำ ทั้งหมดในโลกนี้อย่างเป้นกอบเป็นกำ และทำไมพวกเราชาวสวนยางยังคงไม่มีความมั่นคงในชีวิตเลย ความเป็นธรรมที่พร่ำเพ้อกันอยู่ทุกวี่วันมันอยู่ที่ไหน เราได้แต่เป็นผู้เสียสละ ให้คนอื่นใช้ประโยชน์จากยางพาราทำกำไรและความร่ำรวยให้ตนเองโดยมิเคยคำนึงถึงความยากลำบากของคนทำยางต้นน้ำเลย มิหนำซ้ำยังกดขี่ข่มเหงพี่น้องชาวสวนยางโดยการกดราคารับซื้อวัตถุดิบลงมาแบบต่อเนื่องตลาดระยะเวลาสามปีมานี้ แต่ในทางกลับกันท่านกับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้สูงขึ้นตลอดเวลานับว่าเป็นความเลวร้ายและน่ารังเกียจของผู้ทำธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เป็นการร่วมค้าแบบอัปยศ รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ตัวแทนผู้รวบรวมยางพาราในไทยก็ไม่เคยปกป้องหรือมองเห็นคุณค่าของชาวสวนยางไทยบ้างเลย กำหนดราคาซื้อต่ำลงทุกวันทำธุรกิจแบบเห็นแก่ได้เอาตัวรอดแบบหน้าด้านๆ เสนอราคาขายชนิดที่ว่าถูกกว่าขี้


ดังนั้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป พวกเราชาวสวนยางทั้งประเทศขอประกาศว่า จะนัดกันหยุดผลิตยางธรรมชาติเป็นเวลา 6 เดือน จะเริ่มมาตรการนี้ตั้งแต่วันที่ 1/9/57 ไปถึง 28/2/58 รวมระยะเวลา 6 เดือน คาดว่ายางพาราจะหายไปจากโลกนี้กว่าสนองล้านสี่แสนตัน คงมากพอที่จะทำให้พวกท่านตื่นจากหลับฝันที่ว่ายางพาราล้นโลกได้สักที และพวกเราจะกลับมาผลิตยางพาราอีกครั้งเมื่อเห็นว่าราคาเป็นไปในทิศทางที่ดี ดังนั้น ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ ชสยท. และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับยางพาราทั้งหมดในภาคประชาชน จึงมีมติร่วมกันในข้อมูลดังกล่าวข้างต้น และขอให้สัตยาบันต่อมาตรการป้องกันการทำอาชีพสวนยางโดยพร้อมเพรียงกัน จึงนำเรียนมายังชาวสวนยางทั้งประเทศและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านได้โปรดให้ความร่วมมือและสนับสนุนตามมาตรการเพื่อความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยางดังต่อไปนี้
1. ขอให้พี่น้องชาวสวนยางรณรงค์ประชาสัมพันธ์ถึงความจำเป็นในการที่เราต้องหยุดผลิตยางธรรมชาติกับแรงงานของตนเองและขอให้ทุกท่าน ดำเนินการตามมาตรการ หยุดกรีดยาง 6 เดือน โดยพร้อมเพรียงกัน โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2557 เป็นต้นไป
2. ขอให้สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ และกลุ่มต่างๆ ที่มีตลาดประมูลยาง ตลาดรวบรวมยาง หยุดดำเนินกิจการให้บริการแก่สมาชิกตลอดระยะเวลาของมาตรการนี้
3.ขอความร่วมมือโรงงานกลางน้ำผู้ส่งออกยางทุกโรงงดเว้นการขายยางให้กับผู้ซื้อทุกราย ในระยะเวลาดังกล่าวด้วย เพราะทั้งนี้ท่านต้องมีส่วนรับผิดชอบในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวด้วย เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของคนในอาชีพทำยางพารา
วันนี้ คงจะไม่มีใครแก้ปัญหาในเรื่องยางพาราตกล่ำได้อย่างจริงจัง ทางออกหรือทางแก้ที่น่าจะเป็นไปได้ อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการของ ชสทย. และเครือข่ายชาวสวนยาง บางครั้งก็ควรจะทำจริงจังสักที เผื่อจะมีวันใหม่ที่สดใสกว่าเดิม ของชาวสวนยางพารา

 

edit @ 3 Sep 2016 16:01:01 by hardwareblog

edit @ 3 Sep 2016 16:02:51 by hardwareblog

Comment

Comment:

Tweet